กลับมาเมืองไทยวันแรกก็บินไปเที่ยวเขาหลักกับน้องสาว (หนูหวาน) แล้วน้องสาวอยากมาหาดป่าตองก็ขับรถกันไป
แล้วตอนแรกก็จะลงเล่นน้ำแต่เปลี่ยนใจไปปีนเขากัน เลยทำให้รอดจากเหตุการณ์นี้ จากนั้นได้ไปช่วยเป็นอาสาสมัคร
เป็นล่ามแปลภาษาอยู่ 3 วันที่โรงพยาบาลพังงา...จากที่ได้พบเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ นูดีเลยกลับไปเขียนแนะนำตัวส่ง
ให้ทางฮาวาร์ดใหม่หมดเลย...ซึ่งเขียนวิเคราะห์ระบบการศึกษาไทยผ่านเหตุการณ์สึนามินี้ ซึ่งหนูดีก็เคยเรียนโรงเรียน
ไทย หนูดีรู้ว่าเวลาปกติ ระบบการศึกษาไทยก็ไม่ได้สอนให้คนใช้ศักยภาพสมองเต็มที่อยู่แล้ว คนไทยไม่ได้ถูกฝึก
กระบวนการคิด ไม่ได้ถูกฝึกในการที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่
ฉะนั้นในเวลาปกติเราก็ไม่ได้เก่งเป็นพิเศษอยู่แล้วพอเจอภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์คับขันซึ่งเราน่าจะลดภาวะการณ์
สูญเสียชีวิต หรือสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ได้ เช่น สามารถจะเตือนภัยได้ สามารถลดการสูญเสียคนได้เกือบร้อย เปอร์เซ็นต์
เลย เพราะคลื่นสึนามิป้องกันง่ายมากคนวิ่งหนีไป 10 นาทีก็รอดแล้ว แต่พอไม่มากก็มีคนสูญเสียบาด เจ็บล้มตายเยอะ
..ระบบโรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอ ที่โรงพยาบาลพังงา 3 วันแรกติดเชื้อเยอะมาก ก็ต้องย้ายผู้ป่วย มีการขอรถพยาบาล
ขอเฮลิคอปเตอร์ ทีนี้ขอไปแล้วไม่ส่งมา 1 วันก็แล้ว 2 วันก็แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งจากบาดแผล ปกติกลายเป็นแผลติดเชื้อ
ต้องตัดขา ซึ่งเราเสียความรู้สึกมากกับระบบตรงนี้ คือระบบของคนไทยแตกสลายลง ทุกส่วนเลย เพราะระบบการศึกษามัน
ไม่เอื้อให้คนคิด พอคนไม่คิดมันก็กระทบเป็นโดมิโนหมด
ตอนท้ายจดหมายหนูดีก็เลยบอกว่าอยากเรียนด้านสมอง พราะต้องการเอาตรงนี้มาช่วยเหลือคนในทุกสถานการณ์ ของ
ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา และองค์กรต่างๆ ซึ่งหนูดีไม่เชื่อว่าคนในองค์กร ณ ปัจจุบันได้
ใช้สมองอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ในที่สุด ฟ้าก็ส่งคำตอบมาในรูปจดหมายว่า “ยินดีด้วย คุณได้รับเลือกเป็นนักเรียนฮาร์วาร์ด สำหรับปีการศึกษาหน้า”
โอ้โห ตกใจอีกรอบ น้ำตาไหลด้วยความดีใจ แล้วก็แอบมาเครียดเล็กๆว่า เอาอีกแล้ว ถึงเวลาจมอยู่กับกองหนังสือ เรียน
อีกแล้ว คราวนี้คงยิ่งหนักเป็นสองเท่า เฮ้อ คิดแล้ว ภูมิใจปนกลุ้ม
แต่วันเดินทางก็มาถึง แล้วหนูดีก็ไปโผล่ที่ ฮาร์วาร์ด สแควร์ ในฐานะ นักศึกษาใหม่ หน้าตาตื่นเต้น ในต้นฤดูใบไม้ร่วง
อากาศสดใสที่บอสตัน แต่ในใจก็ยังกังวลและเครียดไม่วาย จนได้มานั่งอยู่ในห้องปฐมนิเทศ มีรุ่นพี่ของปีที่แล้ว มาให้คำ
แนะนำว่า จะเรียนอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จที่ฮาร์วาร์ด โดยมีเหตุผลว่า พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ถือว่าเป็น
ผู้ชนะของสังเวียนที่ยากที่สุด คือการฝ่าด่านสิบแปดอรหันต์เข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ที่นี่ได้ แต่หลายคน คงเรียนมาด้วยวิธี
ผิดๆ คือ เรียนหนักเข้าว่า โดยไม่ได้ “เรียนอย่างฉลาด”
วันนั้น หนูดีได้เกร็ดจากรุ่นพี่มาเยอะมาก ซึ่งก็รวมอยู่ใน “เทคนิคเรียนเก่งอย่างอัจฉริยะ” ที่หนูดีตัดสินใจเปิดเพื่อ
ให้ความรู้ดีๆ ส่งต่อไปถึงน้องนักเรียนรุ่นหลังๆ เหมือนที่หนูดีได้รับมาจากรุ่นพี่ระดับอัจฉริยะ ทุกคน แล้วตลอดเวลาที่
เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด หนูดีก็ได้เรียนรู้เทคนิคดีๆ ที่มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งแห่งนี้ ได้คิดและทำวิจัยมาใช้กับเด็กของเขา
โดยเฉพาะ เพราะคนกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่เรียนหนักมาก เรียนยากมาก และการค้นพบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลก
ก็มักถูกค้นพบที่นี่ หรือ โดยนักศึกษา และคณาจารย์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ทั้งนั้น
หนูดีได้เรียนรู้เทคนิคการจัดหมวดความคิด การสรุปย่อให้ตรงประเด็น การอ่านเร็วและจับใจความโดยไม่ตกหล่น
การเขียนบทความวิชาการระดับโลก การเขียนรายการชนิดเอาไปนำเสนอกับคองเกรสได้เลย หรือ การอภิปรายแสดง
ความคิดแบบผู้นำระดับโลก คือทุกอย่างที่เราถูกสอน จะถูกสอนประหนึ่งว่า พรุ่งนี้ เราต้องไปรับตำแหน่งเป็นนายก
รัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีนั่นเชียว
เพราะมหาวิทยาลัยนี้ ผลิตผู้นำในทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กร ผู้นำทางการแพทย์ ผู้นำวงการการ
ศึกษา ประธานาธิบดีอเมริกาหลายคนก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่ รวมถึงว่าที่กษัตริย์ ที่เป็นเป็นขวัญใจชาวไทย อย่าง
องค์มกุฎราชกุมารจิกมี แห่งภูฐาน ซึ่งมาเรียนเรื่องการปกครอง ที่โรงเรียนเคนเนดี้ ฝั่งข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ของหนูดีนี่เอง
ดังนั้น อาจารย์ จะฝึกเราไว้เตรียมรับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่เมื่อการเรียนโดยเนื้อหา ถือว่ายากมากแล้ว กระบวนการเรียน ก็เลยถูกคิดค้นให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และใช้
เวลาน้อยที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น ทั้งมหาวิทยาลัยคงไม่มีใครได้นอนกันแน่ เพราะงานเยอะมาก แม้แต่วิธีการอ่านก็ต้อง
ย่นย่อ ให้อ่านได้มากที่สุด ในเวลาที่ประหยัดที่สุด เพราะเราอ่านกันในปริมาณมหาศาล เป็นตั้งๆทุกคืน แถมต้องตีความ
และอภิปรายอย่างฉลาดด้วย ทั้งๆที่แค่อ่านให้จบนับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าใช้วิธีการอ่านอย่าง ปรกติที่หนูดีใช้สมัย
เรียนปริญญาตรี คงไม่ได้ทำอะไรอื่นๆในชีวิตอีกเลย
พอมาเรียนรู้กระบวนการเรียนใหม่ ที่ใช้ข้อมูลทางสมองเป็นพื้นฐาน ทำให้หนูดีเรียนได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริง
เป็นครั้งแรกในชีวิต และนอกจากเรียนได้ดี โดยเทอมแรกก็คว้าเกรดเฉลี่ย 4.00 มาครองเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่โดนขู่
ไว้ตลอดว่า เรียนที่นี่ ใครจะเก่งมาจากไหน ยากมากที่เทอมแรกจะได้ เอ ทุกตัว แต่หนูดีก็ทำได้มาแล้ว ด้วยสุขภาพ
จิตที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรียนไปยิ้มไป เรียนที่นี่ เรียนด้วยความมั่นใจ เพราะเรา “เรียนเป็น” แล้ว
และที่น่าทึ่ง คือหนูดีได้นอนหลับประมาณ แปดชั่วโมงทุกคืน และได้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ สามครั้งเป็นประจำ
จิตใจแจ่มใส สมองก็ปลอดโปร่ง เรียนได้ดีจนไปติวเพื่อนได้เป็นกลุ่มๆ ทุกคนน่ารักและเป็นมิตร จนเราได้เพื่อน
กลุ่มใหญ่ติดมือกลับมาเมืองไทย
และในที่สุด วันรับปริญญาโทก็มาถึง ซึ่งหนูดีก็ได้ร่วมกับงานรับปริญญาที่ขลังและเก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยคะแนน
ระดับเกียรตินิยมอีกแล้ว
แต่การจะจบจากมหาวิทยาลัยฮาว์วาร์ดได้ต้องใช้ทุนในการศึกษาและค่าใช้จ่ายต่อปีไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ซึ่ง
"หนูดี" ยอมรับการเป็นคนเรียนดี และรู้จักใช้สมองอย่างถูกวิธีทำให้สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้โดยได้รับ
ทุนการศึกษาตลอดจนจบการศึกษา)แต่คราวนี้ที่ต่างไป คือความสุข ความมั่นใจของหนูดี ที่รู้แล้วว่า เรียนเก่งระดับ
อัจฉริยะแบบนี้ ไม่ต้องเครียด ก็ทำได้ แถมมีเวลาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากมาย แล้วก็กลายเป็นความตั้งใจว่า
หนูดีจะต้องนำความรู้ที่ดีๆ ที่คนไทยน้อยคนจะมีโอกาสได้ไปรับรู้ มาให้เด็กไทย คนไทย ได้นำไปใช้ เพราะประเทศ
ของเราก็เรียนกันหนัก แข่งกันเรียน แข่งกันสอบ...ถ้าเรา “คิดเป็น” เราก็จะ “เรียนเป็น” และเมื่อทำงานก็จะ
“ทำงานเป็น” แบบที่พวกอัจฉริยะเขาเป็นกัน
ครูหนูดี ตั้งใจว่า ก่อนจะบินกลับไปเก็บตัวในห้องวิจัยเพื่อเรียนต่อปริญญาเอกเธอจะใช้เวลา 2 ปี "ติวเข้ม" ให้คน
อีก 4 กลุ่มเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง นั่นคือ กลุ่มนักเรียนม.ปลาย ที่กำลังเตรียมตัวเอนทรานซ์อย่างหน้าดำคร่ำเครียด
นักศึกษาเรียนหนัก กลุ่มพ่อแม่ฝึกลูกให้เป็นอัจฉริยะ และกลุ่มยังก์โปร หรือคนทำงานรุ่นใหม่
ผ่านงานเขียนหนังสือ และการฝึกอบรม ภายใต้บริษัทจัดอบรม "อัจฉริยะสร้างได้"
เริ่มจากการปั้นเด็กๆ ในโรงเรียนวนิษาที่เธอนั่งบริหารอยู่ให้เป็นเด็กน้อยแสนอัจฉริยะ และมีความสุข. |